Search

มาตรฐานบัญชี EP.6 : TAS 28 บริษัทร่วม การร่วมค้า


อิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญ

มาตรฐานฉบับนี้ กำหนดขอบเขตสำหรับผู้ลงทุน ซึ่งมีการควบคุมใน หรือมีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญเหนือผู้ได้รับการลงทุน เพื่อกำหนดวิธีการนำวิธีส่วนได้เสียมาใช้

โดยพิจารณาจากสันนิษฐาน

1. มีอำนาจในการออกเสียงทางตรงหรือทางอ้อมอย่างน้อยร้อยละ 20

2. ถ้าน้อยกว่าร้อยละ 20 ให้พิจารณาหลักฐานอื่น ดังนี้

2.1 การมีตัวแทนอยู่ในคณะกรรมการหรือเทียบเท่าในบริษัท

2.2 การมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและตัดสินใจในเรื่องเงินปันผลหรือการแบ่งปันส่วนทุน

2.3 มีรายการระหว่างกันอย่างเป็นสาระสำคัญ

2.4 มีการแลกเปลี่ยนบุคลากรระดับบริหาร

2.5 มีการให้ข้อมูลทางเทคนิคที่จำเป็นในการดำเนินงาน

วิธีส่วนได้เสีย (Equity Method)

1. เงินลงทุนเริ่มแรกบันทึกด้วยราคาทุน

ต้นทุนของเงินลงทุน>มูลค่ายุติธรรมสุทธิของสินทรัพย์และหนี้สินที่ระบุได้เฉพาะส่วนที่เป็นของกิจการ (เราจ่ายแพงกว่าสิ่งที่ได้มา เกิดค่าความนิยม ไม่แยกแสดง รวมอยู่ในเงินลงทุน)

ต้นทุนของเงินลงทุน <มูลค่ายุติธรรมสุทธิของสินทรัพย์และหนี้สินที่ระบุได้เฉพาะส่วนที่เป็นของกิจการ (เราจ่ายถูกกว่าสิ่งที่ได้มา ให้ถือเป็นรายได้ในการรับรู้ส่วนแบ่งผลกำไรขาดทุน)

2. การปรับปรุงรายการเงินลงทุนวิธีส่วนได้เสีย

เงินลงทุนเริ่มแรก +กำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น+ส่วนแบ่งกำไรหรือขาดทุน -เงินปันผลรับ

- -

ตัวอย่างการลงบัญชี (เริ่มลงทุน)

บริษัท A ลงทุนในหุ้น บริษัท B จำนวน 1,000,000 บาท ในสัดส่วน 30% โดยมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์สุทธิ เท่ากับ 3,000,000 บาท (30% = 900,000)


ต้นทุนของเงินลงทุน 1,000,000

มูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์สุทธิ (3,000,000 x 30%) 900,000

จ่ายแพง (เกิดค่าความนิยม) (1,000,000 – 900,000) 100,000


บริษัท A มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญและจัดประเภทรายการเป็น เงินลงทุนในบริษัทร่วม

Dr. เงินลงทุนในบริษัทร่วม 1,000,000

Cr. เงินสด 1,000,000

(บันทึกเงินลงทุนเริ่มแรก โดยรวมค่าความนิยมอยู่ในบัญชีเงินลงทุนในบริษัทร่วม)


ตัวอย่างการลงบัญชี (รับรู้กำไร)


บริษัท B มีกำไรสำหรับปี 1,000,000 บาท บริษัท A ต้องรับรู้ 30%



กำไรสำหรับปี 1,000,000

ส่วนได้เสีย 30%

ส่วนได้เสียในกำไรของบริษัทร่วม (1,000,000 x 30%) 300,000


Dr. เงินลงทุนในบริษัทร่วม 300,000

Cr. ส่วนแบ่งกำไรในบริษัทร่วม 300,000

(บันทึกส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม 30%)


ตัวอย่างการลงบัญชี (รับรู้กำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น OCI)

บริษัท B มีกำไรจากการตีราคาที่ดินเท่ากับ 2,000,000 บาท บริษัท A ต้องรับรู้ 30%

กำไรจากการตีราคาที่ดิน 2,000,000

ส่วนได้เสีย 30%

ส่วนได้เสียในกำไรของบริษัทร่วม (2,000,000 x 30%) 600,000


Dr. เงินลงทุนในบริษัทร่วม 600,000

Cr. ส่วนแบ่งกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่นในบริษัทร่วม 600,000

(บันทึกส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม 30%)

ตัวอย่างการลงบัญชี (รับเงินปันผล)

บริษัท B มีการจ่ายเงินปันผลสำหรับปี 200,000 บาท บริษัท A ต้องรับรู้ 30%

เงินปันผลสำหรับปี 200,000

ส่วนได้เสีย 30%

รับรู้เงินปันผลในเงินลงทุนในบริษัทร่วม (200,000 x 30%) 60,000


Dr. เงินสด 60,000

Cr. เงินลงทุนในบริษัทร่วม 60,000

(บันทึกเงินปันผล โดยนำไปหักออกจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม)


ตัวอย่างการลงบัญชี (รับรู้ขาดทุน)

บริษัท B มีขาดทุนสำหรับปี 1,000,000 บาท บริษัท A รับรู้ 30%


ขาดทุนสำหรับปี 1,000,000

ส่วนได้เสีย 30%

ส่วนได้เสียในขาดทุนของบริษัทร่วม (1,000,000 x 30%) 300,000


Dr. ส่วนแบ่งขาดทุนในบริษัทร่วม 300,000

Cr. เงินลงทุนในบริษัทร่วม 300,000

ถ้าส่วนแบ่งขาดทุนมีจำนวนเท่ากับหรือสูงกว่าเงินลงทุน กิจการต้องหยุดรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนที่เกิน โดยนำไปหักจากองค์ประกอบอื่นๆ ของส่วนได้เสีย

กิจการจะรับรู้ขาดทุนเพิ่มเติมเป็นหนี้สินก็ต่อเมื่อมีภาระผูกพันตามกฎหมายหรือมีภาระผูกพันจากการอนุมานหรือได้จ่ายเงินชำระแทนบริษัทร่วมไปแล้ว

กิจการจะกลับมาเริ่มบันทึกส่วนแบ่งกำไรอีกครั้ง เมื่อส่วนแบ่งกำไร เท่ากับส่วนขาดทุนที่กิจการยังไม่ได้นำมารับรู้ เนื่องจากการหยุดรับรู้ในตอนต้น


การด้อยค่าของเงินลงทุน

หลังจากนำวิธีส่วนได้เสียมาใช้ กิจการต้องพิจารณาเหตุแห่งการด้อยค่าของเงินลงทุน เกี่ยวกับเหตุการณ์ดังต่อไปนี้

1. ปัญหาทางการเงินที่มีนัยสำคัญของบริษัทร่วมหรือการร่วมค้า

2. การละเมิดสัญญา เช่น การผิดนัดชำระหรือการหลีกเลี่ยงการชำระเงินของบริษัทร่วมหรือการร่วมค้า

3. กิจการยินยอมให้ความช่วยเหลือแก่บริษัทร่วมหรือการร่วมค้าอัน เนื่องมาจากเหตุผลทางเศรษฐกิจหรือทางกฎหมายที่เกี่ยวกับบริษัทร่วมหรือการร่วมค้าที่ประสบปัญหาทางการเงินที่ปกติแล้วกิจการจะไม่ยินยอมให้

4. มีความเป็นไปได้ค่อนข้างมากที่บริษัทร่วมหรือการร่วมค้าจะเข้าสู่การล้มละลายหรือการปรับโครงสร้างทางการเงินอื่น หรือ

5. การหายไปของตลาดที่มีสภาพคล่องของเงินลงทุนสุทธิอันเนื่องมาจากปัญหาทางการเงินของบริษัทร่วมหรือการร่วมค้า


การเลิกใช้วิธีส่วนได้เสีย

1. เมื่อเงินลงทุนได้เปลี่ยนเป็น “บริษัทย่อย” (มีการซื้อหุ้นเพิ่มจนมีอำนาจควบคุม) กิจการต้องใช้วิธีตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 3 เรื่องการรวมธุรกิจ และมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 10 เรื่อง งบการเงินรวม

2. เมื่อเงินลงทุนได้เปลี่ยนเป็น “สินทรัพย์ทางการเงิน” (ขายสัดส่วนหุ้นออกไป) กิจการต้องวัดมูลค่าส่วนได้เสียที่เหลืออยู่ด้วยมูลค่ายุติธรรม ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 9 เรื่อง เครื่องมือทางการเงิน และจะต้องรับรู้กำไรขาดทุนที่เกิดจากผลต่างระหว่าง 2.1 มูลค่ายุติธรรมของส่วนได้เสียที่เหลืออยู่และผลตอบแทนจากการจำหน่าย และ 2.2 ยอดคงเหลือของเงินลงทุน ณ วันที่เลิกใช้ส่วนได้เสีย

3. กำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น (OCI) กิจการต้องบันทึกด้วยหลักเกณฑ์ที่ถูกกำหนดไว้ (เข้ากำไรสะสม หรือ งบกำไรขาดทุน แล้วแต่ประเภทของรายการ) เสมือนว่าผู้ลงทุนได้ขายสินทรัพย์หรือหนี้สินที่เกี่ยวข้องนั้นออกไป



ถ้าเป็นประโยชน์ต่อนักบัญชีและผู้สอบบัญชีฝาก Like & Share & Subscribe ด้วยค่ะ

Facebook GungGinkk School

Youtube GungGinkk School


1,579 views0 comments